October 7th, 2008
abdicate พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติของรัชกาลที่ ๗
No Comments », Other, by nolifeloverอ่านหนังสืออยู่ตอนเช้า 6 โมงกว่าๆ เปิดทีวีขึ้นมาพบตำรวจสลายการชุมนุมประชาชนที่ชุมนุมอยู่เลยคิดว่าตกลงอำนาจปกครองเป็นของใครกันแน่ ระหว่างบุคคลเพียงคนเดียวที่สามารถสั่งการได้ กับประชาชนนับแสนนับล้าน ที่ต้องการอำนาจของเขาคืน และได้เอา พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติของรัชกาลที่ ๗ ซึ่งใครอ่านผมรับรองว่าการที่พระองค์ต้องเสียสละราชสมบัติเพื่อประชาชนอันเป็นที่รักของพระองค์
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งคณะอภิรัฐมนตรี เพื่อให้ถวายคำปรึกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์นั้น เป็นยุคที่ทั่วทั้งโลกกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมิใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นทั่วทั้งโลกพระองค์ก็ได้ทรงแก้ไขสถานการณ์ด้วยพระปรีชาและวิจารณญาณอันลึกซึ้ง ทรงเป็นนักประชาธิปไตยซึ่งวางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยไว้แล้วด้วย มีพระราชประสงค์จะมอบอำนาจการปกครองให้แก่ประชาชนของพระองค์ต่อไป ทรง โปรดให้มีการสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการ ทรงปรับปรุงแก้ไขการปกครองให้สอดคล้องกับระบบระบอบประชาธิปไตยที่กำลังจะมี ขึ้นในภายหน้าอันเป็นพระราชดำริของพระองค์อย่างแน่วแน่
พระองค์ทรงตราก ตรำและเหนื่อยหนักกับการเผชิญปัญหาวิกฤตหลายต่อหลายด้านในยุคที่เศรษฐกิจตก ต่ำอย่างรุนแรง และประเทศไทยก็ถูกกระทบกระเทือนด้วยจนฝึดเคืองอย่างหนัก แต่ในปี พ.ศ.2475 กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร์” ก็ก่อการปฏิวัติเพื่อจะเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มิปรารถนาจะให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นจนเสียเลือดเสียเนื้อ จึงทรงพิจารณาและทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกในครั้งนั้นเอง ต่อมาในปี พ.ศ.2476 ก็ได้มีเหตุการณ์วิกฤตเกิดขึ้นอีกคราว คือ “กบฏบวรเดช” ซึ่งแถลงการณ์ว่าจะช่วยพระเจ้าอยู่หัวให้พ้นจากอำนาจของคณะราษฎร์ กบฎคราวนี้มีการต่อสู้ปราบปรามกันจนเสียเลือดเสียเนื้อทั้ง 2 ฝ่าย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสะเทือนพระทัยยิ่งนัก จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จไปประทับที่ประเทศอังกฤษ โดยทรงไปรักษาพระเนตรด้วยในเดือนมกราคม พ.ศ.2476 และในวันที่ 2 มันาคม พ.ศ.2477 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 จึงได้ทรงพระราชทานพระราชหัตถเลขาถึงรัฐบาลไทยว่า ทรงสละราชสมบัติ
ใน เนื้อหาของพระราชหัตถเลขานั้น ได้ทรงแสดงความในพระทัยว่า รัฐบาลมิได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง มิได้ให้อำนาจแก่ราษฎร และยังมีการขัดแย้งอย่างรุนแรง ซึ่งก็มิได้แก้ไขกันโดยยุติธรรม มีการปราบปรามบุคคลโดยคณะกรรมการลับ มิได้ให้ชำระความกันในศาล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงระบุถึงตอนนี้ไว้ว่า
“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่รา ษฏรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฏร”
หลังจากทรงสละราชสมบัติก็เสด็จออกจากแผ่นดินทั้งที่ประชวรทรงสวรรคตเพียงเดียวดายที่ประเทศอังกฤษ ด้วยพระหทัยพิการ
พระบรมศพนั้นจัดการตามประเพณีไทยเท่าที่จะทำได้ ปราศจากตราสังข์ ปราศจากพระสงฆ์สวดตามพิธีทางศาสนาพุทธ ปราศจากกลิ่นธูปควันเทียน และไร้ซึ่งพระโกศ พระเศวตฉัตร บรรดา เจ้านายไทยหลายพระองค์และคนไทยในอังกฤษทยอยกันไปถวายบังคมพระบรมศพ แต่ก็มีคนไทยอีกบางส่วนที่ไม่กล้าไปเพราะเกรงรัฐบาลไทยจะไม่พอใจ แต่ชาวอังกฤษที่เคยรับใช้ใกลชิดเบื้องพระยุคลบาท พากันมาพร้อมด้วยหยดน้ำตาแห่งความโศกเศร้า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่งานพระบรมศพของพระองค์นั้น เรียบง่ายที่สุด ที่มีปรากฏในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์
ตอนนี้เราเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยดีแล้วหรือ? ประชาชนยังคงถูกรัฐบาลคนเดียวรังแกอยู่เพราะคนเพียงคนเดียว ซึ่งผมได้อ่านบทความแล้วแทบร้องไห้ ผมหวังว่าบทความนี้คงทำให้คุณรักชาติเพิ่มขึ้น ทรงพระเจริญ
ที่มา http://rinlyrin.multiply.com/journal/item/4
http://gotoknow.org/blog/averageline/103897
No related posts.
Related posts brought to you by Yet Another Related Posts Plugin.
